300 ชะอำ งานล้างแค้นนางพันธุรัตน์

ช่วงเวลานี้นักปั่นหลายๆท่านกำลังฉลองผลการปั่นในฤดูกาล2018นี้กัน ขอแสดงความยินดีกับนักปั่นทุกท่านที่สามารถเก็บSRได้ ส่วนข้าพเจ้าไม่สามารถเก็บSRได้ เพราะยังไม่แกร่งพอ ก็ค่อยไปลุ้นฤดูกาลหน้ากันครับ บางท่านก็ตั้งตารอการประกาศปฏิทินฤดูกาล2019กันอยู่เพื่อวางแผนการปั่นไล่ล่าSRกันอย่างต่อเนื่อง ช่วงเวลานี้ก็คลายกล้ามเนื้อมาอ่านรีวิวการปั่นของข้าพเจ้ากันครับ สนามนี้คงเป็นสนามสุดท้ายแล้วของข้าพเจ้าในฤดูกาล2018 เป็นการปั่นที่ครบรส ครบเครื่อง มันส์มาก

เช้าวันเสาร์ที่29กันยายน ผมออกเดินทางจาก กทม.ตี4.30น. ถึงวัดจอมบึง ราชบุรี ตี5.30น.ก่อนเข้าไปที่วัดแวะซื้ออาหารเช้าตุนไว้ก่อน เข้าไปลงทะเบียนเสร็จแล้ว จัดการอาหารมื้อเช้า ซื้อนมมาขวดนึงยังไม่ได้กิน ยัดใส่หลังไปก่อนค่อยกินระหว่างทาง ได้แต่กินกาแฟของผู้จัดไป และประกอบรถเตรียมสัมภาระที่จำเป็น แล้วไปถ่ายรูปเป็นที่ระทึกสักหน่อย นักปั่นเริ่มทยอยกันเข้ามาเรื่อยๆ เจอนักปั่นที่คุ้นหน้ารู้จักมากมาย อ.แม็คชุมพร พี่น้องไทยแร๊ค หมูสุพรรณ พี่เทมป์BBCC พี่ประเสริฐ ทีมม.ชลลดา นำทีมโดยพี่นุ้ย พี่รังสรรค์ แต่2คนนี้ไม่ได้ลงปั่น มาเซอร์วิสให้ทีม และท่านอื่นอีกมากมาย มองหาพี่แฟร้งค์ไม่เจอ ไม่รู้ไปอยู่ตรงไหน


ได้เวลา7.00น.ปล่อยตัวออกสตาร์ท ปั่นออกไปประมาณเกือบ1กิโล อ้าว ผมลืมถุงมือ รีบปั่นกลับไปเอาถุงมือที่รถ แล้วรีบออกตามไป เจอพี่แฟร้งค์ปั่นสวนเข้ามาที่จุดสตาร์ทเพื่อลงทะเบียน ช่วง7โมงยังเช้าอยู่ อากาศยังคงเย็นสบาย ผมปั่นควงขาไปเรื่อยๆ วอร์มขาไปในตัว ไหลลงเนินซึมๆไปเรื่อยๆ วันนี้ฉายเดี่ยว เพื่อนๆในชมรมที่เคยปั่นด้วยกันต่างติดภาระกิจกัน กำลังไหลลงเนินเจอพี่เทมป์กับน้องพราวและคุณแม่ ภาระกิจหลักพี่เทมป์คือพาน้องพราว เด็กหญิงอายุ12-13ขวบปั่นให้จบสนาม300โลนี้ให้ได้

 

ผมนี้ยอมรับในความอดทนของน้องมาก เดี๋ยวอ่านรีวิวไปเรื่อยๆก่อนครับ แล้วจะรู้ว่าเพราะอะไรผมถึงยอมรับในความอดทนของน้องพราว ผมปั่นตีคู่แล้วทักทายนิดหน่อยแล้วแซงขึ้นหน้าไป ถึงกม.ที่19เลี้ยวซ้ายเลียบคลองชลประทาน แล้ววกรถกลับ ลงทางลอดใต้ถนนแล้วไปขึ้นอีกฝั่งนึง ทางช่วงนี้ก็จะราบเรียบ มองไปข้างหน้าเห็นนักปั่นคนอื่นบ้างประปราย ใช้ความเร็วคงที่อยู่ที่25 คิดว่าจะไปมันเรื่อยๆไม่เร่งมาก

บริหารการดื่มน้ำและเติมอาหาร คราวนี้ตั้งใจอย่างมาก จากบทเรียนราคาแพงเมื่อครั้งที่แล้ว ที่ทำเอาผมตะคริวขึ้นทั้งตัวจนต้องออกจากการปั่น แล้วถูกหามส่งโรงพยาบาล นอนให้น้ำกลือ6วัน ครั้งนี้ผมใช้วิธี3กิโลดื่มน้ำที จากที่ปกติ5กิโลดื่มน้ำทีนึง วันนี้กับวันนั้นอากาศแทบจะเหมือนกันเลย เวลา8.00 แดดเริ่มออกแล้ว ความร้อนเริ่มทวีความรุนแรง เพราะฉะนั้นผมจะพลาดการดื่มน้ำไม่ได้เลย เดี๋ยวหนังม้วนเก่ามันจะย้อนกลับมาฉายใหม่อีก

ในขณะที่ปั่นไปนั้นมีนักปั่นกลุ่มบางมดที่นำพากันมาประมาณ10คน ตั้งแถวลากกันมา กำลังแซงผมไป ผมทำความเร็วขึ้นมาอีกนิดนึง ผมเล็งไว้ที่คนสุดท้าย พอถึงคนสุดท้ายผมหักรถเข้าต่อท้ายขบวนหมกตามไป ก้มลงไปดูความเร็วขึ้นไป30+ คิดในใจจะใส้แตกมั้ยวะเนี่ย เอาวะไปก่อนได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ไปได้ประมาณเกือบ10กิโลกลุ่มหน้าที่เป็นหัวลากจอด น่าจะยางแตก ทุกคนจอดหมด ส่วนผมโบกมือทักทายและขอบคุณที่ให้หมกมา แล้วขอตัวปั่นต่อไป กลับมาใช้ความเร็ว25เหมือนเดิมค่อยเบาขาหน่อย แต่รู้สึกว่าน่องบนเริ่มมีอาการตอดตุ๊บๆบ้างแล้ว


ถ้ากลุ่มบางมดไม่จอดมีหวังผมเป็นตะคริวแน่ๆ ล้วงหยิบกระบอกน้ำทำฝนเทียม ฉีดแขนและขาทั้งสองข้างช่วยคลายร้อนได้บ้าง ผมค่อยๆควงขาเบาๆคลายกรดแลคติค ความเร็วอยู่ที่20 บางจังหวะใช้วิธีเหยียบบันไดแล้วเกร็งขาให้มันแข็งเสมือนขาเป็นตะคริว พอผ่อนจากการเกร็งขาจะเบา ตะคริวจะหายไป ผมเริ่มเร่งความเร็วขึ้นไปที่25ใหม่ คราวนี้เบาขามากเลย เสียงกลุ่มบางมดเริ่มบดกันมาด้านหลังอีกแล้ว เอาไงดีจะตามดีมั้ย ไม่เอาดีกว่าให้เค้าไปกันเถอะ กำลังคิดเพลินๆหัวลากก็แซงผมขึ้นไป ใกล้จะสุดท้ายแล้ว


ทันใดนั้นมีเสียงเรียกมาๆเข้ามา ผมเหมือนต้องมนต์สะกดหักหัวรถอย่างลืมตัวหมกไปกับพวกเขาอีกจนได้ ทางเส้นนี้ค่อนข้างมีทางแยกทางตัดเยอะ ก่อนถึงทางแยกจะมีลูกระนาดถี่ๆซ้อนกัน ทำให้ต้องชะลอรถกัน ถือเป็นการพักขาไปในตัว ก็ยังพอที่จะตามกลุ่มบางมดไปด้วยได้จนมา

เข้าCP Control 7-11หนองชุมพล เข้าไปซื้อของเก็บใบเสร็จ กม.ที่56.5 เวลา 9.15 น.เหงื่อนี้ชุ่มเสื้อเลย (ดันใส่เสื้อสีดำมาอีก) เข้าไปกดกาแฟมาแก้วนึง+ขนมปังแยมโรล แอร์7-11มันช่างเย็นดีเหลือเกิน ต้องรีบกินรีบออก มัวโอ้เอ้ไม่ได้เพราะรู้ตัวว่าปั่นช้า ใช้เวลาไม่ถึง5นาทีคว้ารถออกไปก่อน ตะโกนบอกกลุ่มบางมดผมไปก่อนนะ ตอนนี้รู้สึกได้เลยว่าอากาศร้อนมาก ล้วงหยิบกระบอกน้ำทำฝนเทียมอีกครั้ง กดที่ไมล์แผนที่ดู33องศาแล้ว เริ่มรู้สึกปวดฉี่ขึ้นมา แวะฉี่ก่อนแล้วกัน ที่จริงอั้นไว้แล้วปั่นไปเรื่อยๆก็พอได้อยู่ แต่ต้องการเช็คน้ำในร่างกาย ขณะที่ยืนฉี่ก็สังเกตุสีของน้ำมีสีเหลืองเข้ม ไม่ได้การแล้ว ผมตกอยู่ในภาวะร่างกายขาดน้ำ

ซึ่งเป็นอาการเดียวกับเมื่อครั้งที่แล้วเลย คราวนี้2กิโลผมบีบน้ำทีนึงตลอดทางเลย ขณะปั่นอยู่เห็นข้างหน้ามีนักปั่นอยู่3คน ค่อยใจชื้นมีเพื่อนแล้ว เป็นกลุ่มของพี่ประเสริฐ เลาะเมาะ ผมแซงขึ้นหน้าไปเพราะความเร็วผมกำลังสบายขา ผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ เริ่มรู้สึกล้าและหมดแรง สักพักกลุ่มพี่ประเสริฐก็แซงขึ้นมาและหายลับไปกับทางคดเคี้ยว กำลังกังวลกับการดื่มน้ำไม่เพียงพอ
เริ่มรู้สึกหิวอย่างมาก กดดูเวลา 10.30น.

ผมต้องหยุดเติมอาหารมื้อใหญ่ได้แล้ว ตัดสินใจจอดร้านข้าวสั่งไข่น้ำ+ข้าวเปล่า ระหว่างที่รอผมขอเปิดก๊อกน้ำสายยางราดหัวราดตัวราดแขนและขา เพื่อระบายความร้อน ดูเวลาแล้วย้งบวกอยู่เยอะเลยไม่รีบเร่ง ที่จริงไปอีกแค่5กิโลก็จะถึงCP1 แต่ผมต้องได้อาหารมื้อนี้ก่อน ไม่งั้นงานเข้าแน่ๆ เดี๋ยวอาการกินไม่ลงจะกำเริบ พออาหารมาผมซัดซะเกลี้ยงเลยตบด้วยน้ำแดงแฟนต้าอีกขวดนึง ก่อนออกจากร้านไม่ลืมที่จะเติมน้ำแข็งใส่กระบอกให้เต็ม เรียกเก็บตังค์ แม่ค้าคิดแค่ค่าข้าวกับน้ำแดง น้ำแข็งไม่คิดให้ฟรี แม่ค้าใจดีมากๆ ผมหยิบน้ำแข็งยัดใส่กางเกง รูดดันให้มาอยู่ที่ต้นขาข้างละ2ก้อน มันเย็นสบายขาดีอย่าบอกใครเชียว 5กิโลนี้ปั่นเข้าCPแบบสบายๆเลย

ถึงCP1 7-11ไร่สะท้อน กม.ที่90.6 เวลา11.24 น. ซื้อของเก็บใบเสร็จ ได้นมไวตามิลล์งาดำกล่องนึง นั่งดื่มใน7-11ที่มีนักปั่นนั่งตากแอร์กันอยู่ ไม่ถึง5นาทีผมคว้ารถออกเดินทางต่อ ไม่อยากอยู่นานเดี๋ยวติดขี้เกียจ ยิ่งพี่คิด พี่แจ๊ค ป้าภัค อาโก 4มหาโหดโค้ชเวลาไม่ได้มาด้วย ไม่มีคนมาเตือน ฉะนั้นจึงต้องคอยเตือนตัวเองให้ได้ ออกมาได้สักพักนึงเริ่มรู้สึกร้อนแผ่นหลังอย่างมาก กดดูไมล์35องศา ล้วงหยิบกระบอกน้ำทำฝนเทียมอีกครั้งนึง ภาวนาในใจ ฝนจ๋าตกลงมาให้หน่อยได้มั้ยฉันร้อนเหลือเกินนนน!!!

ดูเหมือนพระพิรุณจะไม่ยอมรับคำร้องขอจากผม พระอาทิตย์ก็ยิ่งสำแดงเดชหนักขึ้นเรื่อยๆ น้ำ2กระบอกหมดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ตัว หมดไปกับการดื่มและการทำฝนเทียม ทำยังไงถึงจะรอดออกไปจากกับดักทุ่งสังหารนี้ได้ นึกขึ้นได้เรายังมีนมอีกขวดที่กระเป๋าเสื้อด้านหลัง ชีวิตปากกัดตีนก็ถีบมันเป็นเยี่ยงนี้นี่เอง จัดการดื่มแก้กระหาย ดื่มไปเกือบครึ่งขวดต้องเหลือไว้บ้างก่อน ข้างหน้ายังไม่รู้ว่าจะเจอร้านค้าอีกเมื่อไหร่

ชีวิตเริ่มรู้สึกหวงแหนและเห็นคุณค่าของน้ำอย่างมาก มองแต่ไกลฝ่าเปลวแดดไปบนถนนข้างหน้าปรากฏมีพรายน้ำมันเลื่อมอยู่บนถนน ซึ่งเกิดจากเปลวแดดนั่นเอง หรี่ตาเพ่งมองไกลออกไปอีกเห็นร้านค้า รู้สึกดีใจมาก เรารอดแล้ว ถ้าขืนนานกว่านี้ยุ่งแน่ๆ ถึงร้านน้ำ ขอซื้อน้ำแข็งกรอกอัดใส่กระบอก คุณตาเจ้าของไม่ยอมคิดตังค์บอกใส่ได้เท่าไหร่เอาไป เลยซื้อน้ำเปล่าขวดนึงกรอกใส่กระบอก คราวนี้ขวดน้ำเมื่อไม่มีน้ำจะทำอย่างไรดีล่ะ

กรอกน้ำแข็งบดใส่ให้เต็มสิครับรออะไร โชคดีที่เป็นน้ำแข็งบดยัดลงปากขวดเล็กๆได้ นึกถึงขวดนม ต้องดื่มให้หมด แล้วกรอกน้ำแข็งใส่ลงไปให้เต็มแล้วยัดใส่กระเป๋าหลัง ส่วนขวดน้ำผมยัดใส่ในเสื้อเลยเพื่อให้แผ่นหลังผมได้รับความเย็น เสร็จแล้วรีบกราบลาพระเจ้าตาออกเดินทางต่อ ความร้อนจากแผ่นหลังกระทบกับขวดใส่น้ำแข็ง ทำให้น้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว แต่ก็เย็นหลังมิใช่น้อย
ทำให้การเดินทางครั้งนี้ต้องแบกน้ำใส่หลังไปด้วย เพิ่มน้ำหนักให้รถ

ระหว่างทางเจอกับกลุ่มบางมดอีกครั้งกำลังจะหมกไปด้วย อ้าวข้างหน้าจอดอีกแล้ว เลยจอดกับพวกเขาด้วย ตรงที่จอดนี้เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่แผ่กิ่งก้านใบร่มรื่นมากๆ จากที่ปั่นมาร้อนๆ เข้ามาในร่มเงารับไอเย็นจากร่มไม้สายลมพัดมาเย็นๆเอื่อยๆ ทำให้ปวดฉี่ขึ้นมา เลยแอบไปฉี่สักทีนึง สังเกตุดูสีน้ำเริ่มจางลงแล้ว ทำให้รู้ว่าผมรอดแล้วไม่อยู่ในภาวะร่างกายขาดน้ำแล้ว สบายกายสบายใจ เงยหน้าขึ้นกวาดตาไปรอบๆ

เฮ้ยนี่มันดงต้นตาล พื้นดินแบ่งเป็นร่องๆคันนา เรียกสติกล้บมาตรงที่ยืนฉี่อยู่ อ้าวเฮ้ยอกอีแป้นจะแตก นี่เราหันหน้าแล้วส่องไปทางบ้านคนรึนี่ อืมม์ ไม่เป็นไร ใจเย็นๆ ผมให้อภัยตัวเอง หลับตาซะก็ไม่เห็นใครแระ แสดงว่าไม่เห็นมีใครอยู่ที่บ้านหลังนั้น แล้วค่อยๆบรรจงเก็บเข้าที่เข้าทางให้เรียบร้อย ถอยฉากออกมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลุ่มบางมดยังคงถ่ายรูปกันอย่างเพลิดเพลิน แล้วก็ชวนกันออกเดินทางกันต่อ

มาอีกประมาณกิโลกว่าก็เข้าCP2 วัดหนองศาลา กม.ที่123.9 เวลา13.14น. ลงเวลาเสร็จแล้วเดินไปหยิบขนมมากินถ้วยนึง เค้าเรียกขนมไรไม่รู้ เป็นขนมไข่ใส่ในถ้วยโฟมราดด้วยน้ำเชื่อม โปะด้วยน้ำแข็ง แล้วราดด้วยน้ำหวานเฮลล์บลูบอยอีกที หวานเย็นชื่นใจดีครับ

เสร็จแล้วเตรียมตัวออกเดินทาง กรอกน้ำแข็งใส่ขวดน้ำเช่นเคย ช่วงบ่าย2เป็นต้นไปนี่ละจะร้อนมากเลย พี่จ๊อดบอกให้หยิบข้าวเหนียวหมูทอดติดไปด้วย มัวแต่กรอกน้ำแข็งใส่ขวด พอได้น้ำแข็งก็คว้ารถออกไปเลย ปั่นไปสักพักนึงนึกขึ้นได้ ไม่ได้หยิบข้าวเหนียวหมูทอดติดมาด้วย เดินหน้าแล้วจะไม่ถอยกลับ ไปต่อดีกว่าค่อยไปหากินเอาข้างหน้า ปั่นไปเรื่อยๆเร็วบ้างช้าบ้างตามกำลังขา ตะคริวเริ่มเข้ามาก่อกวนเป็นระยะๆ อาการเจ็บตูดเริ่มคุกคามอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

ความร้อนก็ยังทวีความรุนแรงอย่างไม่ยอมเลิกลาง่ายๆ ต้องยอมทำฝนเทียมอีกครั้งจนได้ ระยะทางที่จะไปนี้อีกเกือบ20กิโลเอง ใช้น้ำทำฝนเทียม ราดแขนขา และดื่มด้วยอย่างสบาย ถึงจุดคอนโทรลค่อยเติมน้ำ ระหว่างทางแผนที่รวน เครื่องค้าง กดไรก็ไม่มีแผนที่ เดียวมาเดี๋ยวหาย ผมก็กลัวว่าเลขไมล์จะขาดหาย พอมันกลับมาใช้งานได้ ดันทดบวกกิโลให้เกินไปตั้ง8กิโล

ก่อนถึงเขานางพันธุรัตน์เจอพี่น้อง ไทยแร็คปั่นสวนมากับกลุ่มอีก2-3คน ทักทายกันนิดนึงแล้วต่างก็หันหลังให้กัน เพราะมุ่งหน้าไปกันคนละทาง ส่วนอ.แม็คชุมพรไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ ระหว่างทางไม่สวนกันเลย เข้ามาถึงControl วนอุทยานเขานางพันธุรัตน์ กม.ที่144 เวลา14.24น.พอไปถึงไม่มีน้ำให้เติม ยุ่งแล้วสิเรา เอาไงดี ค่อยๆแก้สถานการณ์เฉะาะหน้าแล้วกัน เริ่มจากไปหาเข้าห้องน้ำก่อน แล้วราดน้ำระบายความร้อน เอากระบอกน้ำสำรองไปกรอกน้ำก๊อก เอาไว้ทำฝนเทียมระหว่างทาง อีกกระบอกยังพอมีน้ำเหลืออยู่ครึ่งกระบอก

พอประทังไปให้ถึงร้านค้าได้ รีบออกเดินทางไปต่อ ระหว่างทางก็จะมีนักปั่นวิ่งสวนเข้าไปที่จุดControl เรื่อยๆ ผมปั่นมาเพลินๆเลาะริมขอบถนน เผลอไปเหยียบกิ่งไม่แห้งที่มีหนามแหลมไม่รู้เป็นกิ่งต้นอะไร ยางรั่วสิครับทีนี้ เสียงลมยางแย่งกันดันออกฟี๊ดๆๆๆๆ เอาไงดี เปลี่ยนยางริมถนนตรงนี้ไม่ดีแน่ ต้นไม้ใหญ่ที่จะให้ร่มเงาไม่มีเลย กดดูไมล์อุณหภูมิขึ้นไปแตะ39องศา ปั่นไปเรื่อยๆก่อน คงไปได้อีกสักพักนึง แบนแต๊ดแต๋แล้วค่อยลงเข็น ปล่อยไหลมาเรื่อยๆ

โชคดีเจอร้านค้า แวะเข้าไปบอกป้าขออาศัยร่มเงาเปลี่ยนยางหน่อยครับ ป้าแกก็ใจดีบอกตามสบายเลยแถมมาเป็นเพื่อนคุยถามนู่นนี่นั่น สำรวจดูที่ยางนอกมีหนามตำติดที่ยางอยู่4จุดใกล้ๆกัน ค่อยๆดึงมันออกมาจนหมด ลูบด้านในไม่มีสะดุดเศษหนาม รีบใส่ยางในเข้าไปอย่างไว แป๊บเดียวเปลี่ยนยางเสร็จเรียบร้อย มาช้าอีตอนสูบลมนี่ล่ะ กดเข้าไปสิซอยยิกๆๆๆๆ เหงื่อแตกท่วมหัว ไหลย้อยลงมาหยดติ๋งๆๆๆ แล้วก็เต็มจนได้ผมแทบจะเป็นลม

ถามป้ามีก๊อกน้ำมั้ยขอราดหัวสักหน่อยเถอะ เสร็จแล้วบอกป้าขอซื้อน้ำแข็งใส่กระบอกหน่อย ป้าแกใจดีบอกตักเอาไปเลย กรอกน้ำไปให้เต็มเลย ผมรู้สึกโชคดีที่เจอคนมีน้ำใจเช่นนี้ตลอดทางไม่ว่าจะแวะที่ร้านไหน

ออกจากร้านป้ามาไม่ไกลมาก ก็จะถึงทางแยกบ้านบางเกตุ เลี้ยวซ้ายแล้วยิงยาวเลยเกือบ40กิโลถึงCP3 ระหว่างทางนี่สิที่ผมจะต้องผ่าน คือแยกหาดเจ้าสำราญ ที่ทางแยกจะมีวงเวียนเล็กๆ จะมีป้อมตำรวจอยู่ทางซ้ายมือ เป็นที่ที่ซึ่งครั้งหนึ่งผมมานอนชักกระแด๋วๆเพราะตะคริวขึ้นทั้งตัว จนต้องออกจากการปั่น

นอนรอรถกู้ภัยมารับไปส่งรพ.พระจอมเกล้าในจ.เพชรบุรี เรื่องมันมีอยู่ว่า คราวที่แล้วผมปั่นสนามนี้มากัน2คนกับพี่คิด ด้วยอากาศที่ร้อนมากๆ ทำให้ร่างกายขาดน้ำ และเติมอาหารกันไม่ทัน ร่างกายไม่ได้รับสารอาหาร ไม่มีพลังงานไปชดเชยส่วนที่ใช้ไป อาการตะคริวมาเป็นระยะๆ ตอนนั้นพี่คิดปั่นนำหน้าอยู่ พอถึงทางแยกหาดเจ้าสำราญพี่คิดหยุดรถ รอรถว่างถึงจะปั่นข้ามทางแยกนี้ไป ผมไหลตามมาใกล้จะถึงก็จะหยุดรถ 2มือผมก็กำเบรคเพื่อให้รถชลอและหยุดข้างพี่คิด

ทันใดนั้นมือที่เกร็งกำเบรคตะคริวมันขึ้นทั้ง2ข้างเลย รถยังคงไหลไปไม่หยุด ผมตกใจมากรีบดีดครีทที่เท้าซ้าย เท้าหลุดจากบันไดแต่ตะคริวมันขึ้นที่ขาซ้าย เอาไงดีรถไหลมาจะถึงพี่คิดแล้วห่างกันแค่1ช่วงคันรถเอง ตัดสินใจบิดหัวไหล่ไปทางซ้าย หน้ารถมันก็เลยเบนไปทางซ้ายด้วย ไม่งั้นผ่าทางแยกไปอาจจะล้มหรือรถชนแน่ๆ พอหักหัวรถไปทางซ้ายแล้วมันก็ยังไม่ยอมหยุด เอาไงดีล่ะทีนี้ รวบรวมแรงที่เหลือเกร็งมือกดเบรคอีกครั้ง

คราวนี้ได้ผลรถหยุด เท้าซ้ายผมยันกับพื้นทั้งที่ยังแข็งเป็นตะคริว ต้องค่อมรถไว้ลงไม่ได้ ดีดครีทที่เท้าขวาเพื่อจะได้ช่วยเท้าซ้ายในการยืนทรงตัว พอเกร็งขาดีดออกเป็นจังหวะพอดีที่ตะคริวมันมาขึ้นขาขวาอีก รถก็จะล้มมิล้มแหล่ พี่คิดมาจากไหนไม่รู้มาพยุงผมไว้ได้ทัน เกือบ5นาทีกว่าจะขยับออกนอกรถได้ กระเถิบไปนั่งห้อยขาที่ป้อมของตำรวจที่เป็นม้านั่ง ข้างบนเป็นรูปหมวกจราจรกันแดดกันฝนได้

พอนั่งห้อยขาสักพักตะคริวเริ่มคลาย พี่คิดก็ชวนให้ไปกันต่อ เพราะเวลาเหลือน้อยแล้ว ต้องรีบไปเข้าCPที่หาดทรายเม็ดแรก โอเคงั้นเราไปกันต่อ ผมขยับตัวลงเอาเท้าแตะพื้น น้ำหนักลงไปที่ขา ตะคริวมันมาอีกแล้วทั้ง2ขาเลย เกร็งแขนพยุงตัวไม่ให้ทรุดลงไป ตะคริวมันก็ขึ้นที่แขนทั้ง2ข้างอีก กึ่งยืนกึ่งค้ำไว้ ร้องเรียกพี่คิดช่วยผมด้วย ค่อยๆขยับตัวลงนอนราบกับแผ่นกระดาน บอกพี่คิดผมไม่ไหวแล้ว พี่ไปต่อเถอะ แจ้งที่CP ให้ส่งรถมารับผมด้วยล่ะกัน

พอพี่คิดไปแล้วเหลือผมคนเดียว นอนหัวใจรวยริน กระดิกตัวไม่ได้เลย กระดิกส่วนไหน ตะคริวมันก็จะขึ้น นี่มันเวรกรรมอะไรของผมเนี่ย คิดอยู่ในใจ นอนน้ำตาไหล เหมือนพระเอกอกหักก็ไม่ปาน ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ ได้ยินเสียงรถสองแถวมาจอดใกล้ๆ คนในรถพูดกันว่าใช่ที่นี่เหรอไม่เห็นมีใครเลย เพราะตอนนั้นผมนอนราบอยู่ เค้าเลยมองไม่เห็นผม ได้ยินพูดกันว่าไม่ใช่มั้งไปต่อเถอะ พอรถจะเคลื่อนตัว คนขับคงเบิ้ลเครื่องทีนึงเข้าเกียร์ดังแคร๊กๆๆๆ กำลังจะออกตัวไป อีกคนข้างๆร้องบอกว่าเฮ้ยพี่เดี๋ยวก่อน มีจักรยานจอดอยู่ลงไปดูก่อน

พอเค้าลงจากรถมาก็เจอผมนอนอยู่ ผมจำไม่ได้ว่าเค้ามากันกี่คน ต่างมาถามอาการเป็นไงบ้าง แล้วก็จับประคองให้ผมลุกนั่งเอายาหม่องมาทาบีบนวดให้ พอเค้าบีบนวดตะคริวมันก็ขึ้นอีกตรงที่เค้าจับนั่นล่ะ ร้องโอดโอย ช่วงนั้นได้ยินคนเรียกรถกู้ภัยให้มารับ ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ได้ยินเสียงรถเปิดไซเรนวิ่งมาอย่างเร็วมาก แล้วก็วิ่งผ่านทางแยกนี้ไป อ้าวๆๆๆแล้วยังไง ไม่ใช่รถที่มารับผมรึนี่ อีกสักพักนึงรถคันเดิมก็วิ่งย้อนกล้บมาจอดที่ผมนั่งอยู่ ทุกคนหัวเราะขำกัน

มีผมที่ขำไม่ออกคนเดียว กู้ภัยมาถึงเอาแผ่นกระดานมารองใกล้ๆตัวแล้วช่วยกันจับยกผมขึ้นไปนอนบนแผ่นกระดาน แล้วนำขึ้นรถปิดประตู รถวิ่งไปทางไหนผมไม่รู้เลย รู้แค่ว่ารถวิ่งเร็วมาก งานนี้นอนรพ.ไป6วัน หมอลงความเห็นว่าเป็นกล้ามเนื้อลายสลาย ภาษาชาวบ้านเรียกว่ากล้ามเนื้ออักเสบอย่างรุนแรงเฉียบพลัน

กลับมาสู่โลกของการปั่น ผมกำลังจะปั่นผ่านแยกหาดเจ้าสำราญไป สำรวจดูสภาพตัวเองตอนนี้ รู้สึกว่าดีกว่าครั้งที่แล้วมาก ยังพร้อมที่จะไปต่อได้อย่างต่อเนื่อง คิดอะไรต่อมิอะไรเรื่อยเปลื่อย รู้สึกตัวอีกทีกำลังจะถึงCP3 เห็นวัดสมุทรโคดมแต่ไกลๆ ค่อยๆลดความเร็วลงควงขาวอร์มดาวน์ไป

เลี้ยวขวารอดซุ้มประตูวัดเข้าไป ถึงCP3 วัดสมุทรโคดม กม.ที่180.4 เวลา16.40น. ด้วยความร้อนที่สะสม + ความหิว เพราะควรจะต้องได้อาหารมื้อใหญ่ตอนบ่าย3 ม้นเลยหิวโซนิดนึง ได้เฉาก๊วยรสหวานไป1ถ้วย รู้สึกดีมากคลายร้อน แต่รู้สึกเหนียวตัว เลยแอบไปอาบน้ำชำระคราบเหงื่อไคลสักทีนึง ออกมาแบบสดชื่นอย่างมาก เหลือกลุ่มบางมดยังอาบน้ำกันอยู่ ไม่รอช้าคว้ารถได้ปั่นออกไปเลยจะออกถนนใหญ่หน้าวัดก้มมองไปที่ขวดน้ำ อ้าวลืมเติมน้ำ น้ำแข็ง ต้องหันรถกลับเข้าไปใหม่


เสร็จแล้วรีบออกเดินทาง ออกมาได้สักพักนึงสอดส่ายตามองหาร้านอาหาร ต้องเติมก่อนไม่งั้นไม่มีแรงปั่นไปอีกที่เหลือ120กว่าโลแน่ๆ เจอร้านบะหมื่เกี๊ยวน้ำ รีบสั่งรีบกินอย่างไว ที่จริงกินไม่ค่อยลงแล้วตอนนั้น แต่ต้องฝืนกิน ยัดๆมันเข้าปากไป ระหว่างที่กินมีนักปั่น ปั่นผ่านไปหลายคัน ตอนนี้เวลาเกือบจะ6โมงเย็นแล้ว

ตะวันเริ่มจะลับขอบฟ้า เปล่งแสงสีทองอร่ามที่ขอบฟ้าไกลๆพร้อมกับก้อนเมฆทมึนดำ มีสายฟ้าแลบแป๊บๆร้องดังครืนๆ ส่งสัญญาณเตือนให้รู้ว่าอีกไม่ช้าไม่นานจะโปรยปรายความชุ่มฉ่ำ ผมคิดในใจไม่นะๆๆ

อย่าเพิ่งตกลงมาตอนนี้นะ ปั่นมันเรื่อยๆไปคนเดียวรู้สึกตัวอีกทีอยู่ถนนท่ามกลางนาเกลือทั้งสองฟากซ้ายขวา ฝ่าฝูงแมลงตัวเล็กๆมากมายที่บินมากระทบแว่นตาและใบหน้า มันคงเห็นแสงไฟจากหน้ารถเรานั่นเอง ลัดเลาะไปตามทางกำลังปั่นมาเพลินๆมีนักปั่นมาประกบด้านข้างด้านขวามือและกำลังจะแซงไป ผมร้องทักไปเพราะนึกว่าปั่นออแด๊กเหมือนกับเรา เค้าเลยชลอรถ ได้คุยกันนิดหน่อยทำให้รู้ว่าเป็นนักปั่นเจ้าถิ่นออกมาปั่นซ้อมเป็นประจำในถนนเส้นนี้

ส่วนมากปั่นออกงานอีเว้นท์วัดใจ ไม่เคยปั่นทางไกลออแด๊ก แล้วได้เวลาก็ร่ำลากัน ต่างคนก็ปั่นไปตามวิถีทางของตนเอง เค้าก็เร่งความเร็วพุ่งขึ้นหน้าไป ไฟท้ายที่เปิดกระพริบค่อยๆไกลออกไปทีละน้อยๆ แล้วก็หายลับไปกับความมืดในโค้งไกลๆ กลับมาสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้งที่เรายังต้องมุ่งหน้าต่อไปเพื่อไปเข้าจุดControlต่อไป ขณะที่ปั่นเพลินๆได้ยินเสียงนักปั่นกลุ่มใหญ่ไล่หลังมา แล้วก็แซงผมไป

เป็นกลุ่มบางมดนั่นเอง ในกลุ่มนั้นร้องตะโกนให้ผมหมกเข้ากลุ่มไปด้วย แต่ตอนนั้นไม่สามารถเกาะตามไปด้วยได้ รู้สึกเสียดายโอกาสเพราะตอนนั้นตะคริวมันจ้องเล่นงานขาผมอยู่ ที่จริงกลุ่มบางมดเค้าแซงผมไปตอนที่ผมแวะกินบะหมี่เกี๊ยวอยู่ แต่คงแวะหาไรกินกระมัง ถึงได้ตามไล่หลังมาแซงไป ผมร้องบอกกดตามไม่ไหวครับเดี๋ยวค่อยเจอกันข้างหน้าแล้วกัน และแล้วก็มาถึงจุด

Controlจนได้ที่7-11บ้านแหลม กม.ที่206 เวลา19.05น.ซื้อของเก็บใบเสร็จ จากจุดนี้ผมได้ใบเสร็จแล้วออกเดินทางต่อเลย ลัดเลาะมาตามเส้นทางถนนคลองโคน มาเรื่อยๆคนเดียวมืดๆ ดีที่มีรถวิ่งสวนไปมาเยอะหน่อยทำให้ดูไม่น่ากลัวมากนัก สักพักกลุ่มบางมดไล่ตามหลังมาอีกจนได้แล้วก็แซงผมไป มาถึง7-11คลองโคน แวะเข้าไปตากแอร์หน่อยเถอะ ได้ยาฉีดแก้ปวดกล้ามเนื้อจากกลุ่มบางมด ที่พักขาตากแอร์ใน7-11 ประมาณ5นาที ไม่รอช้าผมเตรียมตัวออกเดินทางต่อ กลุ่มบางมดก็จะออกไปพอดี เรียกให้ผมเข้ากลุ่มตามไป ผมบอกไม่ล่ะครับ ผมปั่นเร็วไม่ได้ตะคริวมันจะกิน

น้องในกลุ่มบางมดเลยให้ยาคลายกล้ามเนื้อมา1เม็ด หันไปคว้ากระบอกน้ำเพื่อกินยา หันกลับมาเค้าออกเดินทางไปกันแล้ว เห็นหลังไวไวจากไฟท้าย ค่อยใจชื้นหน่อย เพราะเริ่มเข้าเขตพื้นที่อัมพวาแล้ว ที่ซึ่งเค้าร่ำลือว่าหมาเยอะ ตามหลังห่างๆอยู่ได้พักนึง อ้าวจอดอีกแล้ว น่าจะยางแตกกันอีกแล้ว จึงต้องปั่นล่วงหน้าไปเพียงคนเดียวอีกครั้งนึง เรื่อยๆ ตอนนี้ปั่นอยู่ในช่วงสวนผลไม้ของชาวบ้านใจก็นึกว่าต้องโดนหมาไล่แน่ๆยิ่งมาคนเดียวด้วย เอาไงเอากัน ยังไม่เห็นหมาอย่าเพิ่งกลัวหมา ยังไม่เห็นผีอย่าเพิ่งกลัวผี ลัดเลาะไปตามสวน

จนมาถึงสุดทางไปออกเส้นถนนใหญ่ สักพักได้ยินเสียงไล่ตามหลังมาอีกแล้ว คราวนี้ตั้งใจต้องหมกตามกลุ่มบางมดไปให้ได้ พราะเริ่มรู้สึกว่าตะคริวไม่มารบกวนการปั่นแล้ว กำลังหมกตามหลังไปแบบเพลินๆ มีหมากระโจนออกมาไล่ ต้องช่วยกันตะโกนไล่หมาเสียงดังลั่น ซึ่งได้ผล เจ้าหมาหยุดชะงัก ไม่วิ่งไล่กวดตามอีกเลย สรุปว่ามีหมาไล่กวดแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเอง ตอนนั้นหมกตามไปได้ ความเร็ว30+ ไปได้ประมาณ5กิโลใส้แตกสิครับ

ต้องยอมผ่อนบ้างให้พวกเขาไปกันก่อนเถอะ ระหว่างทางท้องฟ้าจะร้องครืนๆ แลบแปล๊บปลาบ สงสัยคราวนี้พระพิรุณท่านจะเอาจริงแฮะ ผมสัมผัสได้กับไอเย็นที่ลมพัดพามาปะทะหน้า มิช้ามินานต้องโดนฝนเป็นแน่แท้ ยิ่งปั่นเข้าใกล้กลุ่มเมฆฝนมากเท่าใด ก็ยิ่งรู้สึกถึงความเย็นยะเยือก สักพักเจอกลุ่มบางมดอีกครั้งจอดที่ร้านค้า ส่วนผมยังคงปั่นไปเรื่อยๆไม่ได้หยุด และแล้วก็เจอจนได้ แต่เป็นแค่ละอองฝน ที่ริมข้างทางมีกิ่งไม้หัก และมีดอกไม้ใบไม้ร่วงหล่นบริเวณไหล่ทาง

ทำให้สันนิษฐานได้ว่าก่อนที่ผมจะมาถึงแค่ไม่นาน
เกิดฝนตกอย่างหนักและมีลมพายุ พอถนนเปียกมันจะดีดน้ำและเม็ดทรายขึ้นมาที่แผ่นหลัง ตอนนี้ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก แสงไฟทางที่ส่องกับพื้นผิวถนน มันละเลื่อมเลย รู้สึกว่ายิ่งปั่นไปฝนก็ยิ่งลงเม็ดหนาขึ้นเรื่อย จนรู้สึกว่ามันตกหนักมาก ชาวบ้าน2ข้างทางก็คงคิดว่าไอ้คนนี้มันคงจะบ้าไปแล้วกระมัง ฝนตกหนักขนาดนี้ยังออกมาปั่นจักยานเล่นอยู่อีก บางช่วงฝนก็จะซาเม็ดลง พอปั่นไปเรื่อยๆก็เริ่มตกหนักอีก

ตอนนี้ประมาณ4ทุ่มครึ่ง เริ่มเข้าเขตตัวเมืองราชบุรีแล้วฝนยังคงปรอยๆอยู่ ลัดเลาะไปตามทางแผนที่ มาลอดใต้ทางรถไฟ จนมาถึงแยกไฟแดงตัดกับถนนเพชรเกษม ยืนค่อมรถติดไฟแดงนานมาก รู้สึกง่วงมากๆทั้งที่ฝนยังคงตกอยู่ ก้มลงขอซบกับแฮนด์รถสัก2นาทีเถอะ และแล้วหูก็แว่วได้ยินเสียงคนเรียกข้างๆ เสียงเรียกจะช้าๆโหยหวนนิดๆ ผมรวบรวมสติ หันไปมองตามเสียงเรียก ตกใจอย่างมากไม่คิดว่าจะมาหลอกหลอนผมกลางแยกไฟแดงอย่างนี้

แม่มเอ๊ย กระเทยแม่มเปิดกระจกรถลงมาแล้วร้องเรียก เธอจ๋าาาาาา ผมนี้หายง่วงเลย หันไปดูเวลาตัวเลขเหลืออีก5วินาที ล๊อคครีทที่ขาขวาเตรียมพร้อมพุ่งออกเลี้ยวขวา ไปข้างหน้าอีกประมาณ300เมตรเจอปั๊มปตท.ทางซ้ายมือ หักเลี้ยวเข้าไปที่ CP Control 7-11ปตท.ถ.เพชรเกษม กม.ที่270 เวลา23.08น. ซื้อของเก็บใบเสร็จ ที่นี่เจอนักปั่นอยู่เยอะมาก เป็นเพราะฝนยังตกอยู่นั่นเอง

ได้ยินเสียงคนเรียก หันไปดูเป็นหมู สุพรรณนั่นเอง เข้ามาก่อนผมอีกแต่ยังไม่ยอมไปต่อ ผมจัดการซื้อของเก็บใบเสร็จเรียบร้อยแล้ว คว้ารถออกเดินทางต่อเลยทั้งที่ฝนยังคงตกอยู่ โอกาสแบบนี้คงหาไม่ได้ง่ายนักในการปั่นออแด๊ก โอกาสของผมมาแล้ว ผมชอบการปั่นแบบนี้ ปั่นท่ามกลางสายฝน ตะคริวหายเกลี้ยงเลย กำลังจะออกจากปั๊ม เห็นกลุ่มบางมดเพิ่งเข้ามา

ออกจากปั๊มปตท.มาได้หน่อยเดียวต้องเลี้ยวซ้ายเข้าซอยเป็นเส้นทางบังคับที่ต้องหาให้เจอ Secret Checkpoint ก่อนออกจากปั๊มก็ถามพี่นิยมแล้วว่าอีกไกลมั้ย พี่นิยมบอกไม่ไกล ไปหน่อยเดียวเอง ตลอดเส้นทางผมก็ปั่นไปแบบช้าๆเพื่อมองหา Secret ก็ไม่ยักกะเจอ ในเส้นทางนี้10กว่ากิโล ก็ยังไม่เจอ ใจก็คิดว่าเราคงจะเลยมาแล้ว แต่ช่างมันเถอะผมคงไม่ย้อนกลับไปแน่ ระหว่างทางที่หน้าวัดบางกระ มีกิ่งไม้ขนาดใหญ่หักหล่นลงมาขวางถนนไว้ มีรถยนต์จอดติดอยู่2คัน ซึ่งรถ2คันนี้เพิ่งแซงผมไปไม่ถึง5นาที คำนวนเวลาดูแล้วถ้าไม่ต้องคอยมองหา Secret Checkpoint ผมคงปั่นไปใช้ความเร็วมากกว่านี้

แล้วอาจจะประสบเหตุโดนกิ่งไม้ใหญ่นี้ร่วงใส่ก็เป็นได้ ผมมองหาช่องทางที่พอจะหลบหลีกกิ่งไม้ เหลือไหล่ทางเล็กๆพอให้จักรยานผ่านไปได้ ช่วงที่กำลังจะผ่านไป พระในวัดเริ่มมาดูเหตุการณ์ เดี๋ยวท่านก็คงจะหาวิธีนำกิ่งไม้ใหญ่ออกให้พ้นทาง ให้รถสัญจรกันได้ เป็นผลดีกับนักปั่นด้วย เพราะเดี๋ยวคงทยอยออกจากในปั๊มปตท.ตามกันมาเรื่อยๆ

ผมยังคงปั่นมาเรื่อยๆ จนมาสุดทางถนน เลี้ยวซ้ายขึ้นถนนทางหลวง3087 ปั่นมาเพลินๆอ้าว Secret Checkpoint อยู่ทางซ้ายมือนี่เอง คุณหลอกดาว แวะให้เจ้าหน้าติดสติ๊กเกอร์ เสร็จแล้วไม่รอช้าออกเดินทางต่อเลย จากจุดนี้เหลืออีก30กิโล ผมยังคงปั่นเล่นน้ำฝนไปอย่างสนุกสนาน ไม่รู้สึกหนาวด้วยซ้ำไป ความเย็นของน้ำฝนที่ปะทะร่างบวกกับความร้อนภายในกายทำให้ปั่นได้อย่างสบายขา ตะคริวนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย ลาจากกันไปตอนไหนไม่บอกกล่าวกันเลย มาถึงเขางูมีจัดงานรื่นเริงกันอยู่ ปั่นผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

มาถึงวงเวียนบอกทางเลี้ยวขวาไปทางจอมบึง ฝนยังคงตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ร่องรอยเบาะแสอย่างหนึ่งที่ทำให้รู้ว่าก่อนหน้านี้เกิดฝนตกหนักมีลมพายุอย่างหนักมาก ก่อนหน้าที่ผมจะมาถึง บนไหล่ทางมีกิ่งไม้หักขวางทางเป็นระยะๆ บางช่วงต้องปั่นหลบกิ่งไม้หักเข้าไปในเลนรถยนต์วิ่ง ไหล่ทางแทบจะเข้าไปวิ่งไม่ได้เลย มีดอกไม้ใบไม้ร่วงหล่นอยู่จำนวนมาก มีกบเขียดกระโดดออกมาเล่นน้ำฝน เล่นไฟจากหน้ารถที่สาดลงพื้นถนน เกือบจะเหยียบพวกมันก็หลายครั้ง

พอมีกบเขียดแล้ว ที่จะตามมาด้วยก็คืองูนั่นเอง แต่ส่วนมากแล้วจะเจอมันนอนตายเป็นซากศพแล้วมากกว่า เพราะโดนรถเหยียบตาย รถยนต์ยังคงวิ่งกันไปมาอยู่เรื่อยๆ ก็ยังงงว่านี่ประมาณเที่ยงคืนกว่าแล้วยังไม่เข้าบ้าน เข้าที่พักหลับนอนพักผ่อนกันอีกเหรอ จากวงเวียนมานี้เป็นเนินซึมๆให้ต้องใช้กำลังขาทั้งบดทั้งควงขึ้นไป

ช่วงขากลับนี้เป็นการชดใช้คืน เพราะเมื่อเช้าตอนขามาไหลลงเนินทั้งหมดลงมาถือเป็นกำไร ขากลับนี้ใช้คืนจนหมดสิ้น โชคดีที่ฝนตกทำให้ผมบดขึ้นเนินไปได้อย่างสบายขา แล้วก็มาไหลลงที่เนินสุดท้ายเป็นแยกไฟแดงที่มีปั๊มบางจากใหญ่ๆ ก็เหลือระยะทางอีกแค่2กิโล ผมไม่รีบแล้ว วอร์มดาวน์ไล่กรดแลคติคไปเรื่อยๆ จนถึงซุ้มประตูวัดจอมบึง เลี้ยวซ้ายรอดประตูซุ้มไป เข้าไปภายในวัด ถึงซะทีจุดฟินิช ที่กม.310 เวลา 00.59น.
My Heart Will Go On
ขอบคุณชาวบ้านใจดีทุกท่าน
ขอบคุณมิตรภาพจากทีมบางมด
ขอบคณBBCCหมู่บ้านเสื้อเขียว
ขอบคุณทีมสต๊าฟ ANPC
#ไอ้หนุ่มSTRONGERคนล่าสุด
#เฮียเหรียญเป็นคนตลกกกกกก
แล้วพบกันใหม่ฤดูกาล2019

 



แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : 300 ชะอำ งานล้างแค้นนางพันธุรัตน์