Audax 600 สุรินทร์ 2018 BY เฮียเหรียญ


600 สุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ 2018 BY เฮียเหรียญแกเป็นคนตลก คิดจะไปจับช้าง โดนช้างไล่เหยียบ เช้าวันเสาร์ที่ 26 พค. 2561 พวกเรานักปั่นพร้อมกันที่ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ ถึงจุดสตาร์ท ตี 5 เพื่อรอปล่อยตัวตอน  6.00 ทักทายเพื่อนนักปั่นที่รู้จักถ่ายรูปกันพอหอมปากหอมคอ ได้เวลาก็ทยอยออกตัวกันไป ช่วงเช้านี้อากาศยังเย็นสบาย ควงขายืดเส้นกันไปเรื่อยๆ ช่วงออกตัวไปยังอยู่ในตัวเมืองไฟแดงก็จะเยอะหน่อย มีติดไฟแดงบ้าง กลุ่มหน้านำกันไปไกลโขแล้ว

เรากำลังจะมุ่งหน้าไปทาง บุรีรัมย์ ใช้ถนนทางหลวงหมายเลข 226 ไปทางบุรีรัมย์ ตอนนี้ผมกับพี่คิดปั่นล่วงหน้ามาก่อน ปล่อยให้พี่แฟรงค์ควงขาเบาๆย่อยข้าวเหนียวหมูปิ้งไปคนเดียวก่อน ระหว่าทางเจอพี่เอ็กซ์เอาล้อโตมาปั่น ช่วงนี้ก็ยังเกาะกลุ่มนักปั่นหลายๆคนอยู่ที่พอจำได้ก็มีพี่เบญ ตี้ หมู พี่น้องไทยแร็ค และ อีกหลายๆคน จนเราไหลมาเข้า CP1 ปตท.สวายจิก กม.ที่ 41.9 เวลา 7.40น.

ซื้อของเก็บใบเสร็จแล้วออกเดินทางกันต่อเลย อากาศเริ่มร้อนมากขึ้นแต่ยังพอทนไหว ต้องเข้า CP ต่อไปอีก 60โล คราวนี้กลุ่มเริ่มหายกันไปทีละหน่อยๆ เหลือผมกับพี่คิด 2 คนคู่หูคูฮาขาประจำ ผลัดกันลากผลัดกันตาม แรงยังดีอยู่ก็ทำความเร็วกันพอสมควร ช่วงนี้จะเป็นทางราบซะส่วนใหญ่ ผิวถนนยังเรียบดีอยู่ ความร้อนจากแสงแดดเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น มีเนินซึมๆหลายลูกให้เราไต่เล่นเรียกน้ำย่อย กำลังควงขาเพื่อใต่เนินกันเบาๆ ยังโดนพี่เบญแซงนำไปแล้วก็หายวับไปกับทางลงเนิน ผ่านหลายๆเนินนั้นมาได้

 มาติดไฟแดงได้พักขาชั่วขณะ ความร้อนจากภายในกายปะทะกับไอร้อนจากแสงแดดทำให้หน้าร้อนผ่าววูบวาบๆ มองดู HR ZONE แทบตกใจมันยังค้างอยู่ที่โซน 5 อยู่ กล้ามเนื้อต้นขาทั้ง 2 ข้างเริ่มแข็งและตอดตุ๊บตับๆ คิดในใจงวดนี้ตะคริวมันเล่นงานผมแน่ๆ นี่ยังแค่ไม่ถึง 100 โลด้วยซ้ำไป คิดในใจถึง CP เมื่อไหร่ซื้อน้ำแข็งโป๊ะก่อนเลยเพื่อไล่ตะคริว

จนมาเข้า CP2 ปตท.ห้วยแถลง กม.ที่ 102.4 เวลา 10.00น.ถึงที่นี่รีบเข้าไปจัดน้ำแข็งยูนิคก่อนเลย ถือออกมาเห็นพี่คิดออกอาการตะคริวจะมาเหมือนกัน เลยให้น้ำแข็งพี่คิดไปโป๊ะขาก่อน ส่วนผมก็หนีร้อนเข้าไปสิงในเซเว่นแทน ได้คลายร้อนได้พอสมควร ได้บิ๊กเปาลูกใหญ่ 1 ลูกประทังความหิว ถึงแม้จะหิวแต่จริงๆแล้วผมกินไม่ลง โรคเก่ากำเริบอีกแล้ว แต่ก็พยายามยัดซาลาเปาเข้าปากให้มันหมดๆไป ลองคิดตามนะเวลาที่เรากัดซาลาเปาคำนึงมันจะเป็นแป้งหนืดๆ ติดฟันทำให้เคี้ยวลำบากต้องเอาน้ำในกระบอกบีบเข้าปากไป พอมีน้ำเข้าไปมันก็นิ่มร่วนหน่อย กระเดือกๆลงคอ ทำอย่างนี้จนซาลาเปาหมดลูก จะจำไว้เลยกินซาลาเปาอย่ากินลูกใหญ่ มันเหมือนภาระใหญ่ที่ต้องพยายามกินมันให้หด

กะว่าจะเอนหลังนอนเล่นในเซเว่นสักหน่อย คนก็มาซื้อของกันจังเลย นี่มันเซเว่นของฉันนะ ช่วงกลางวันคนจะเยอะไม่เหมือนตอนดึกๆ รีสอร์ทดีๆนี่เอง ตัดใจลุกเดินออกจากเซเว่นมาที่รถ เสียงพี่คิดเร่งให้ออกเดินทาง ผมบอกขออีก 5นาทีเอาน้ำแข็งโป๊ะขาแป็บนึง แล้วก็ได้เวลาออกเดินทางกันต่อ ที่หมายต่อไปของเราก็คือปราสาทหินพิมายที่ต้องใช้การเดินทางอีก 38 กิโล ตอนนี้อากาศเริ่มร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ออกจากปั๊มมาได้หน่อยนึง กำลังติดไฟแดงอยู่

พี่น้องปั่นตามมาสมทบ เจอพี่น้อง ทักทายกันนิดหน่อยถึงได้รู้ว่า พี่น้อง ขาเป็นตะคริว แถมยังเบาะหักอีกทำให้นั่งปั่นไม่สะดวก พี่น้องบอกให้ล่วงหน้ากันไปก่อนไม่ต้องรอ พวกเราต้องหยุดพักระหว่างทางเป็นระยะๆ แวะซื้อน้ำเป๊ปซี่ใส่ถุง แก้กระหายคลายร้อนกันกับพี่คิด ได้ร่มไม้จากต้นก้ามปูต้นใหญ่ต้นหนึ่งร่มเงาแผ่กิ่งก้าน ทำให้ คลายความร้อนได้พอสมควร ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงตรงแดดเริ่มร้อนอย่างมากเหลือบดูที่หน้าปัดไมล์บอกอุณหภูมิ 40 กว่าองศา เริ่มแล้วครับมหกรรมปิ้งย่างในครั้งนี้ แต่เราก็ยังคงปั่นกันไปได้เรื่อยๆ จนที่สุดเราได้เข้ามาถึง

CP3 ปราสาทหินพิมาย กม.ที่ 138 จุด.7 เวลา 13.30 น.ที่นี่ลงเวลาเช็คพ้อยเสร็จ ได้ลงไปถ่ายรูป ที่หน้าปราสาทหินพิมายแป๊บนึงกับเพื่อนนักปั่น เสร็จแล้วรีบออกเดินทางจากที่นี่ นัดหมายกัน หาร้านอาหารเพื่อจะ กินอาหารมื้อหนักกัน แต่พอออกมาได้สักพัก หาร้านข้าวไม่มี เจอแต่ร้านก๋วยเตี๋ยว ข้างทาง ก็ได้ก๋วยเตี๋ยวกันคนละชาม รองท้องกันไป ตอนกินต้องคอยมองเพื่อนนักปั่นไปด้วย ต้องเรียกกิน เพราะข้างหน้าจะไม่มีร้านข้าวแล้วต้องทนอดยาวๆกันเลย เสร็จแล้วเราก็รีบออก

เดินทางกัน ผมกับพี่คิดออกมาได้สักพักนึงทางเริ่มคดเคี้ยวตัดผ่านทุ่งนาอันคดเคี้ยวเลี้ยวลด ทางก็ใช่ว่าจะเรียบ ทำให้ปั่นเร็วไม่ได้ เริ่มมีลมแรงขึ้นเรื่อยๆพัดกระหน่ำมา ซ้ายทีขวาทีตามแต่ทางที่คดเคี้ยว ลมนี้ได้หอบเอาไอเย็นของน้ำฝนมาปะทะ ทำให้รู้ว่าข้างหน้าเราจะเจอฝนในอีกไม่ช้าไม่นาน ตอนนี้ผมเริ่มจะหมดแรงได้แต่ควงขาเบาๆไปเรื่อยๆก่อน ปล่อยให้พี่คิดล่วงหน้าไปก่อน ฝนเริ่มโปรยเม็ดมาและหนักขึ้นเรื่อยๆ ได้น้ำฝนอันชุ่มฉ่ำทำให้มีแรงที่จะปั่นต่อไปได้ ตอนนี้ผมมองไปข้างหน้าไม่เห็นหลังที่คิดแล้วคิดว่าพี่คิดคงล่วงหน้าไปไกลพอสมควรผมก็ยังคงควงขาไปเรื่อยๆ

จากที่ heart rate Zone 5 อยู่พอได้น้ำฝน heart rate ผมก็ลงไปอยู่ที่ Zone 3 ทำให้ความเหนื่อยล้า ลดน้อยลงไป ขณะที่กำลังปั่นเพลินๆเล่นน้ำฝนอยู่นั้น ได้ยินเสียงเรียกหันไปดู อ้าว เป็นพี่คิดนั่นเอง ถึงได้รู้ว่าตอนพี่คิดปั่นมาคนเดียวช่วงที่ฝนตกหนักมีฟ้าผ่าที่ด้านหน้า พี่คิดกลัวว่าจะโดนฟ้าผ่าจึงต้องหยุดรถและหลบฝนที่ศาลาของชาวบ้าน ผมตามมาเพลินๆเลยหยุดอยู่กับพี่คิด ชั่วบุหรี่หมดมวนเราก็ออกเดินทางกันต่อ

 ผมไม่ยากเสียโอกาสที่จะทำเวลา อัดนำหน้าลุยน้ำฝนไปอย่างสบายใจ บางช่วงพี่คิดก็จะแซงขึ้นหน้าไป เห็นพี่คิดเลี้ยวเข้าปั๊มปตท. ดีเหมือนกันจะได้ล้วงทาครีมที่ตูดอีกครั้งนึง พอจะออก อ้าว รถยางรั่ว รีบเปลี่ยนยางอย่างไว พี่คิดเข้ามาช่วยทำให้เสร็จเร็วขึ้น แล้วรีบออกเดินทางต่อ ปั่นไปเพลินๆฝนหยุดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ลัดเลาะเข้าหมู่บ้านไปทางเป็นหลุมเป็นบ่อ คิดในใจนี่เราเจอมันแล้วเหรอทาง G ที่เค้าร่ำลือกัน ก็ผ่านมาได้แบบตูดระบมพอสมควร

 จนมาถึงCP4 ร้านค้าชุมชน ต.สีสุก อ.จักราช กม.ที่195.8 เวลา17.51น. คนที่เข้ามาก่อนก็เริ่มทยอยออกกันไป ท้องฟ้าเริ่มมืด โพล้เพล้ ตรงข้ามCP มีป้อมตำรวจประจำหมู่บ้านอยู่ ผมรีบไปเข้าห้องน้ำและอาบน้ำไปในตัวเลย ออกมาเปลี่ยนถุงเท้าคู่ใหม่เพื่อให้สบายเท้า พร้อมแล้วออกเดินทางกันต่อ ไปกันได้อีกหน่อยคราวนี้เจอทาง G ของจริงความยาว 10 กิโล ก่อนหน้านี้ฝนที่ตกลงมาทำให้ทางลูกรังเส้นนี้ที่แห้ง เป็นหลุมเป็นบ่อ ฝุ่นฟุ้ง กลับกลายเป็นทางขี้เลนลูกรัง ต้องค่อยๆควงขาไป บางจังหวะเกือบทำให้ล้ม ถ้าดีดครีทไม่ทันที่จะเอาเท้ายันพื้น

 ความจริงก็ไม่อยากเอาเท้าลงเหยียบพื้นเลยเพราะมันเละเทะมาก กรีดร้องเสียงดังลั่นตั้งหลายครั้งเพราะมันจะลื่นล้มให้ได้ ไม่รู้มีใครรำคาญบ้าง ถ้ามีบ้านอยู่ในละแวกนั้น เค้าคงขำล่ะว่าพวกนี้ปั่นจักรยานไรกันมืดค่ำตะโกนโหวกเหวก ตอนนี้พี่คิดกับป้าแก้วนำหน้าไปไกลไม่เห็นไฟท้ายแล้ว สองข้างทางก็มืดมาก ไม่มีเวลาสนใจหรอกสองข้างทางมีอะไรบ้าง ได้แสงไฟจากหน้ารถที่ค่อนข้างสว่างส่องทางเพื่อควบคุมรถไม่ให้ตกหลุมและลื่นไถล

หมดทาง G มาได้ ขึ้นมาบนทางลาดยาง พี่คิดจอดหยุดพักขาแป๊บนึง เลยได้จอดด้วย ก้มลงไปดูที่ล้อ โอ้แม่เจ้า ดินขี้เลนมันขึ้นมาติดที่เบรคหน้าและเบรคหลัง มิน่าล่ะกดบันไดถึงไม่ค่อยไป กินแรงขามากๆตะคริวจะเล่นงานเอา ต้องเอาน้ำจากกระบอกที่2ฉีดล้างขี้เลนออก จนน้ำหมดไปทั้งกระบอกแต่ไม่ช่วยอะไรได้มาก ขึ้เลนหลุดออกไปแค่นิดหน่อยเอง จะเอาอีกกระบอกฉีดก็ไม่ได้ เดี๋ยวไม่มีน้ำกินตอนปั่น จนออกจากป่าทาง G มาได้

ขึ้นถนนใหญ่หมายเลยทางหลวง 24 เจอร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทาง ทุกคนต่างกรูกันเข้าไป ได้พ่อค้าใจดีให้น้ำฉีดล้างรถเอาขี้เลนออกกัน กินก๋วยเตี๋ยวกันคนละชามเติมน้ำเต็ม 2 กระบอกแล้วออกเดินทางตามกลุ่มหน้าไป จากจุดนี้ต้องไปอีก  45กิโล ปั่นมาได้สักพักผมเริ่มหมดแรงหลุดจากกลุ่ม พี่คิดขึ้นไปข้างหน้ายิ่งปั่นไฟท้ายยิ่งไปไกลเรื่อยๆ ฝนเริ่มลงเม็ดอีกครั้งแต่ไม่หนักมาก แต่การปั่นบนถนนเส้นนี้ร่วมกับรถที่วิ่งอยู่อันตรายมากๆ ไหล่ถนนไม่ค่อยจะดีมากนัก ทั้งรถทัวร์ รถบรรทุก รถกระบะ รถเก๋ง วิ่งใช้ความเร็วกันมาก ดีดน้ำเป็นละอองเข้าหาจักรยานที่ปั่นกัน ในทางที่มืดมากๆ นานๆจะมีแสงไฟตามทางแยกให้เราเห็นทางได้บ้าง

 ช่วงนี้ขึ้นๆลงๆเนินแล้วเนินเล่า ความล้าและความง่วงเริ่มก่อกวน รถที่วิ่งผ่านไปทีละคัน ทีละคัน สามทุ่มกว่าแล้วผมยังคงควงขาไปคนเดียว ฝนยังโปรยเม็ดไม่หยุด ผมง่วงมากเผลอหลับในไปหลายครั้ง รู้ตัวรถออกไปอยู่กลางเลนรถยนต์แล้ว หลายต่อหลายครั้ง มันช่างทรมานบันเทิงอย่างมากมาย คิดว่ายังไงต้องหา 7-11ข้างหน้านอนพักสัก 5นาทีค่อยไปต่อ

ตอนนี้ 7-11 ไม่มีเลยสักที่ ฝืนทนปั่นไปเรื่อยๆความเร็วลดลงเรื่อยๆพร้อมกับพลังงานที่เริ่มหมดเช่นกัน มองไกลๆเห็นปั๊มปตท.แต่ไกล รีบปั่นไปเห็นมี 7-11อยู่ นี่เราจะได้นอนงีบแล้ว เลี้ยวรถเข้าปั๊มไปมุ่งหน้าไปที่ 7-11 มีรถจักรยานวิ่งสวนมาตะโกนบอก CP อยู่ข้างใน ผมร้องอ้าวเลย นี่ถ้าไปเลี้ยวเข้ามาผมเลย CP นี้แน่ๆ เข้าไปลงเวลาที่ CP5 ปตท.อ.นางรอง กม.ที่254.6 เวลา22.22น.

ผมนี้หมดแล้วหมดอีก ลงไปนั่งก็จะหลับ พี่คิดมาปลุกเรียกให้ไปล้างตัวอย่างเร็ว เพราะเดี๋ยวจะต้องรีบไปเข้าคอนโทรลพ้อยท์ปราสาทหินพนมรุ้ง สรุปเข้าปั๊มไปไม่ได้นอน ได้แบรนด์ไปขวดนึงกับข้าวเหนียวหมูทอด กินไปได้ 2 คำ กินไม่ลง ผะอืดผะอมอย่างมาก ได้เป๊บซี่ที่เอกซื้อเตรียมไว้ให้ ดื่มไปครึ่งขวด ที่เหลือยัดใส่กระเป๋าหลังไว้

ก้มหน้าปั่นตามพี่คิดไปอย่างโรยราหมดแรง ตั้งหน้าตั้งตาอัดตามพี่คิดไป ตามไปทันกันก่อนถึงแยกไฟแดงอ.ประโคนชัย ผมไหลมาเรื่อยๆพอได้ไฟเขียวผมพุ่งแซงหน้าพี่คิดไป เจอตำรวจตั้งด่านอยู่แต่ผมเบรกไม่ทันแล้วผ่าด่านออกไป เสียงตำรวจตะโกนไล่หลังถามมาว่าจะปั่นไปไหนกัน ผมผ่านไฟแดงไปแล้ว เจอทางต่างระดับเกือบควบคุมรถไม่อยู่ ถ้าตกร่องถนนรถผมล้มแน่นอน สิบล้อที่ตามมามันเหยียบผมแน่ๆ รอดมาได้หวุดหวิด หันไปดูข้างหลังเห็นแสงไฟจากรถที่ปั่นตามมา นึกว่าเป็นพี่คิด ก็เลยปั่นไปเรื่อยๆจนถึงสามแยกเลี้ยวขวาไปทางปราสาทหินพนมรุ้ง ปั่นไปสักพักไม่เห็นพี่คิดตามมาเลยจอดรอก่อนทางขึ้นเขาพนมรุ้ง

พอพี่คิดมามา ถึงได้รู้ว่าพี่คิดยางแตกเพราะตกร่องถนนแถวแยกไฟแดงที่ผมเกือบจะล้ม สักพักก็ไปกันต่อ ควงขาไต่ขึ้นเขาพนมรุ้งกันอยู่2คน ยิ่งไต่ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ขาก็ยิ่งล้ากดต่อไม่ไหวแล้ว ตัดสินใจกระโดดลงเข็นไปร่วม 2 กิโล ช่วงที่ไม่ชันมากก็ขึ้นรถปั่นก้นต่อจนถึงคอนโทรลพ้อยท์ ที่ปราสาทหินพนมรุ้ง กม.ที่ 281.9 เวลาเกือบจะตี 1 เติมน้ำเติมกล้วยไป 2 ลูกแล้วก็ไหลลงเขาไปอีกฝากนึง

ทางลงเขานี้ลงเร็วมาก ต้องเบรคหน้าทีหลังทีสลับกันไป ไม่งั้นเบรคล้อร้อนเดี๋ยวจะยุ่งเบรคไม่อยู่ จนที่สุดไหลลงสู่ทางราบจนได้ มุ่งหน้าไปที่ CP วัดบ้านกรวด กม.ที่ 307.8 เวลา 02.21น.ลงเวลาเสร็จรีบไปอาบน้ำแล้วนอนพักที่วัด 30นาที เอกมาปลุกให้ลุกขึ้นเพื่อให้ไปต่อ พวกเราและนักปั่นอีกหลายๆคนทยอยออกจากวัดบ้านกรวด 03.30น. ต้องไปต่ออีก 70โล ใครลากใครบ้างจำไม่ได้แล้ว

ต่างมุ่งหน้านำพากันไปให้ผ่านพ้นช่วงพื้นที่ที่เคยมีการสู้รบในสมัยก่อน เห็นเค้าลือกันว่าผีดุ แต่ก็ไม่เห็นจะมีอะไรที่จะทำให้ขนลุกขนพองเลยสักนิด มีแต่ต้องมาเจอทาง G กันอีกจนได้ เล่นเอาช่วงล่างสั่นสะเทือนไปมากมาย ตอนนี้ฟ้าเริ่มสาง แสงเงินแสงทองขึ้นจับขอบฟ้า ระหว่างทางจะมีนก กา ไก่ จะออกมาอยู่ริมถนนเพื่อจิกกินใส่เดือน กิ้งกือ ทำให้เวลาปั่นก็เกือบจะเหยียบไก่

ตอนนี้อากาศจะเย็นสบายทำให้มีแรงปั่นไปได้เรื่อยๆ แต่เวลาก็บีบมาอย่างมาก เพราะเหลือเวลาอีกไม่มาก CP จะปิดตอน 07.12น. ต้องรีบอัดรีบบดหนีตายกันเพื่อไปให้ทันเวลา เข้าไปลงเวลาเส้นยาแดงผ่าแปด ถึง CP7 เจียงลูกชิ้นปลา สาขาช่องจอม กม.ที่ 377.6 เวลา 07.09น.

ไปถึงพี่คิดนอนแผ่หราเลย คงจะง่วงมากมาย ส่วนผมหิวอย่างมากซัดข้าวต้มก่อนเลย เสร็จแล้วเข้าห้องน้ำล้างตูดทาครีมชามัวร์ พี่น้องไทยแร็คล่วงหน้าออกไปก่อน พี่น้องบอกถ้าเห็นนอนที่ศาลาไหนปลุกผมด้วยนะ หันมาอีกทีป้าแก้วก็ล่วงหน้าไปก่อนตี้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เหลือผมกับพี่คิด 2 คนต้องรีบออกเดินทาง ออกจากร้านเจียงไปแปดโมงกว่าๆไปทางอ.ภูสิงห์ อ.กันทรลักษณ์ เจอหมูสุพรรณปั่นอยู่ เลยได้เกาะกันมา

เพื่อมุ่งหน้าไปยังวัดไพรพัฒนาฯ (วัดหลวงปู่สรวง) มาได้สักพักเจอป้าแก้วปั่นอยู่คนเดียว เลยชวนปั่นมาด้วยกัน ช่วงนี้เวลาแค่เก้าโมงนิดๆแดดเริ่มร้อนมากขึ้นเรื่อย ผมเริ่มหมดแรงปั่นไม่ไหว ได้แต่ตามอยู่ข้างหลังอย่างห่างๆ ตอนนี้อยากได้น้ำเย็นๆ โทรบอกพี่คิดถ้าข้างหน้ามีร้านน้ำมะนาวปั่นจอดด้วยนะ แต่ก็ไม่เจอ ได้ร้านของชำข้างทางก็ยังดี นั่งกินน้ำเพลินๆ

หลับไปเฉยเลย รู้ตัวอีกทีพี่คิดเรียกให้ไปกันต่อ ตอนนี้รู้เลยว่าอากาศร้อนมาก ไปได้ 5 โลต้องหาจอดตามร่มเงาไม้ เส้นทางช่วงนี้ถือเป็นทุ่งสังหารเลยก็ว่าได้ เพราะไม่ค่อยจะมีต้นไม้ที่ให้ร่มเงา นานๆทีจะเจอสักต้น ช่วงที่จอดพักหมูสุพรรณไม่พักด้วยยังคงปั่นไปเรื่อยๆ ป้าแก้วก็คลาดกันตรงไหนไม่รู้ ผมกับพี่คิดมากันจนถึงปากทางเข้าวัดหลวงปู่สรวง ทางเข้าไปวัดเป็นทางเนินซึมๆยาวไปร่วม 2 กิโล เข้าไปลงเวลา CP8 วัดไพรพัฒนาฯ กม.ที่ 423.8 เวลา 11.33น.

ได้น้ำมะนาวปั่นชื่นใจพอแล้วก็ไปกันต่อ ขึ้นเนินลงเนินอีกมากมาย จนพี่คิดมาบอกเราต้องหาข้าวกินกันก่อน เลยได้จอดที่ร้านข้าวในหมู้บ้าน อยากได้แบบน้ำๆซดร้อนๆเลยสั่งไข่น้ำข้าวเปล่า อกอีแป้นแล่นลึก ร้านข้าวทำไข่น้ำไม่เป็น เลยต้องสอนให้ทำไข่น้ำ สอนเสร็จมานั่งรอเผลอหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้ รู้สึกตัวอีกทีอาหารมาวางไว้แล้วมีจานครอบปิดไว้กันฝุ่นและแมลง อ้าวพี่คิดหาย หันดูรอบๆไปแอบนอนในเปลของเค้าซะแล้ว

 กินข้าวกันเสร็จอย่างเร็วเพราะผมกินไม่ลง ได้ไปแค่ 3-4 คำจริงๆ จึงต้องงัดโปรตีนอาการเสริมที่พกติดมาชงน้ำเย็นกินประทังไปก่อน แล้วรีบเดินทางกันต่อ อากาศก็ยังคงร้อนระอุไม่มีทีท่าจะเบาลงเลย เหลือบดูที่ไมล์ โอ้แม่จ้าวมะพร้าวร่วง ความร้อน49องศา ล้วงกระบอกน้ำฉีดทำฝนเทียมอีกครั้ง พอสดชื่นได้สักระยะนึงก็ยังดี เราจอดแวะเติมน้ำจากร้านค้าบ่อยมากเนื่องด้วยอากาศที่ร้อนมากๆ ต้องบริหารการเติมน้ำให้ดี ไม่อย่างงั้นโดนตะคริวมันเล่นงานแน่ๆ

 ระหว่างทางเราจอดพักกันค่อนข้างบ่อย พี่คิดร้องบอกให้งัดเจลออกมากินคนละถุง เจลที่ซื้อมาคราวนี้ข้นมาก เหนียวคอมากต้องบีบน้ำตาม แล้วไปกันต่อ ผมขึ้นลากไปเพลินๆหันไปดูอ้าวพี่คิดหายอีกแล้ว เลยไปช้าๆรอพี่คิด สักพักใหญ่เสียงพี่คิดเรียกมาจากข้างหลัง เลยพักกันอีก พี่คิดบอกผมปั่นไม่รอเลย บีบเจลเข้าปากไป ปั่นออกมา 50เมตรอ้วกแตก ที่กินไปออกมาหมดเลย

 พี่คิดมากระซิบบอกไม่ไหวแล้วยกมั้ย ผมนิ่งอึ้งไป ผมไม่ตอบ ผมไม่อยากได้ยินคำนี้ เพราะถ้าสนับสนุนเป็นอันจบตรงนี้ ผมคิดว่าผมยังไปต่อได้ โดยลืมที่จะดูสภาพพี่คิด พอผมไม่ตอบพี่คิดบอกงั้นไปกันต่อ ปั่นกันมาได้อีก 10 กว่าโลพี่คิดถามย้ำอีกเป็นครั้งที่ 2 ยกกันมั้ย ผมยังคงนิ่งเงียบไม่ตอบไรอีก

คำนวนเวลาแล้วยังพอสู้ได้อยู่ แค่ให้หลุดพ้นจากช่วงนี้ให้ได้ อากาศเริ่มกลับมาเย็นเมื่อไหร่เราจะปั่นได้ดีกว่านี้แน่ๆ ได้แต่บอกพี่คิดว่าเราไปให้ถึง CP ก่อนค่อยตัดสินใจอีกที คิดในใจถ้าพี่คิดยกที่ CP ผมจะไปต่อ ประเมินกำลังตัวเองแล้วก็ยังพอไหวหรือว่าผมกำลังจะฝืนเพื่อจะไปต่อกันแน่ ไปต่อกันได้อีกสักพักหันไปดูพี่คิดหายไปอีกแล้ว

เกิดอะไรขึ้นเนี่ย พี่คิดทำไมหายบ่อย เริ่มไม่ปกติแล้ว ผมยังคงปั่นไปเรื่อยๆความเร็วลดลงอย่างต่อเนื่อง ความอ่อนล้า ปวดอุ้งมือ หัวไหล่ ที่หนักสุดคืออาการเจ็บตูดที่บั่นทอนมาตั้งแต่ยังไม่ถึง 100โล ที่เพิ่มเติมตอนนี้คือตาลาย พร่ามัว หลับในไปหลายครั้ง คนที่เคยขับรถแล้วหลับในคงจะเข้าใจอาการแบบนี้ ที่ต้องคอยสะดุ้งตื่นตลอดเวลา บางครั้งรู้สึกตัวอีกที รถออกไปอยู่กลางเลนถนนแล้ว ต้องรีบหักกลับเข้ามาริมขอบถนน แล้วก็เริ่มหลับในใหม่อีก

ในหลายๆครั้งเกือบจะลงไปที่คันนาช่วยชาวนาวิจัยพันธุ์ข้าว ฝืนทนปั่นไปได้อีกสักพัก มองแต่ไกลเห็นรถยนต์ที่วิ่งสวนมา มันวิ่งกันเต็มถนนเลย เหมือนมันกำลังแข่งกันมาเพื่อจะแซงกัน ผมรีบหลบเข้าซ้ายให้มากที่สุด แต่พอมาใกล้ๆเหลือแค่คันเดียว ตอนนี้ผมหลอนมากๆ จนที่สุดต้องหยุดรถจอดพัก ยืนค่อมรถไว้ ด้วยความล้าและง่วงอย่างสุดๆต้องเกร็งขาไว้ไม่ให้รถล้ม เอาหัวพาดกับแฮนด์รถไว้ มือก็ต้องประคองรถ พอรถเอียงไปฝั่งขวา เข่าก็จะอ่อนตามไปด้วย ต้องเกร็งขาอีก คราวนี้เอียงมาทางซ้าย เข่าก็จะอ่อนรถจะล้มให้ได้

คิดในใจยืนค่อมหลับบนรถแบบนี้ไม่ช้าไม่นานร่วงแน่ๆ ตัดสินใจก้าวขาออกมานอกรถกำลังฉีดน้ำล้างหน้า พี่คิดตามมาทัน ตอนนี้หูผมอื้อไม่รู้พี่คิดพูดไรกับผมบ้าง พยายามจับคำพูดที่ปาก แปลไม่ออกว่าพูดไร คิดในใจพี่คิดหลอนแล้วพูดบ่นอยู่คนเดียว ได้ยินแค่คำพูดประโยคสุดท้ายแค่ว่า ยกมั้ย ผมตอบออกไปอย่างลืมตัว

ยกก็ยก แค่นั้นล่ะผมมองเห็นรอยยิ้มที่หน้าพี่คิดเลย รวบรวมสติกลับมาอีกครั้ง เฮ้ยนี่เราจะยกกันแล้วเหรอ ไม่นะๆๆๆๆๆ ตอนนี้กิโลอยู่ที่ 480 เวลาเกือบ 5 โมงครึ่ง เหลืออีกแค่2กิโลจะถึงCPแล้ว อดทนอีกหน่อยไม่ได้เหรอ ตอนนั้นเหมือนเวลามันหยุดเดิน ผมนิ่งคำนวนสภาพร่างกายตัวเอง สภาพพี่คิด เวลาที่เหลือ จำนวนกิโลที่เหลือ อีก 120 กิโล กับเวลาอีกแค่ 5ชั่วโมงครึ่ง ต้องปั่นหนีตายอีก 3CP กับความเร็วต้องไม่ต่ำกว่า 30 กับสภาพร่างกายแบบนี้ มีแต่ร่างจะพังกับพัง ตัดสินใจบอกพี่คิดหาศาลาจอดพักแล้วโทรเรียกเอกเถอะ

จบสิ้นพวกเรามากันได้เพียงแค่นี้ ยังแกร่งไม่พอ เวลาซ้อมก็น้อยมาก เข็ดแล้วกับการทรมานบันเทิงเยี่ยงนี้ หลังจากที่กลับมาจากสุรินทร์ ผมไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรเลย รถก็ไม่ล้าง ไม่เขียนรีวิวไรทั้งสิ้น ทั้งที่มีมารบเร้าให้เขียนกันหลายคน แรงบันดาลใจผมมันหดหายไปไหนหมดไม่รู้ คิดว่าจะเลิกปั่นแล้ว จะขายรถทิ้งซะดีมั้ย แล้วเวลาที่เหลือผมจะดำเนินต่อไปในทิศทางไหน

หยุดความคิดบ้าบอคอแตกสาแหรกเบี้ยวไว้ก่อน พักร่างไปพรางๆก่อน ความจริงมีแผนที่จะปั่นสนาม400เจ้าพระยาอีกใน2สัปดาห์ ผมก็คิดว่าผมจะไม่ไปปั่นแล้ว ก็เลยไม่ซ้อม ไม่จับรถเลย ไม่สมัครด้วย จนมารู้ตัวอีกทีมีคนแอบมาขโมยIDของผมไปสมัครสนาม400เจ้าพระยา เฮ้ยๆๆ อย่างนี้ก็ได้ด้วยเหรอ จนที่สุดแล้วก็ต้องไป ก่อนไปคิดเล่นๆไว้ ถ้าปั่นจบสนาม400เจ้าพระยาจะกลับมาเขียนรีวิวสนาม600สุรินทร์ ถึงแม้ว่าจะปั่นไม่จบก็ตาม เอาพอที่จำได้ก็แล้วกันครับ ตอนนี้ได้ทำตามสัญญาไว้แล้วนะครับ

แล้วพบกันใหม่รีวิว400เจ้าพระยา

แล้วพบกันใหม่สนามต่อไป

#เฮียเหรียญเป็นคนตลก แต่ครั้งนี้ตลกไม่ออก

ดีใจกับผู้ที่ผ่านสนามสุรินทร์แล้วได้SRด้วยครับ

ขออภัยหากมิได้เอ่ยถึงผู้ร่วมชะตากรรมท่านอื่นๆ




แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : Audax 600 สุรินทร์ 2018 BY เฮียเหรียญ